BuddistBank's profileอาศรมของศิยรายาPhotosBlogListsMore Tools Help

อาศรมของศิยรายา

ออกไปสร้างบุญให้มากมาย แล้วกลับมาผ่อนคลายในอาศรม
ธรรมสวัสดีทุกท่าน
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

Windows Media Player

Feed

The owner hasn't specified a feed for this module yet.
There are no photo albums.
February 24

ความสุขของดอกบัว

 ตลาดแห่งหนึ่ง บัวน้อยนับร้อยถูกส่งมาจากหลายทิศทาง วางแข่งกันอยู่ในถังก็มี อยู่บนแแผงหน้าร้านก็มาก ผู้คนมากมายมาเลือกเมียงมองพวกเขาแล้วบรรจงเลือกซื้อไปทีละดอก ทีละดอก แม้บัว ทุกดอกจะต่างที่มาที่ไป แต่บัวทุกดอกก็ยิ้มในใจดอย่างมีความสุข ความหมายที่อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มก็คือ บัวทุกรอกรู้ว่าพวกเขาถูกเด็ดมาเพื่อนำไปสักการะบูชาพระบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเสียสละของบังหมายถึงความดีงามที่เพิ่มขึ้นในหัวใจของผองชนอีกมากมายนับร้อยนับพันหรือนับหมื่นนับแสนในประเทศนี้หรือในโลกใบนี้ เช่นนี้แล้ว ถึงถูกเด็ด ถูกตัด ถูกพับจนกลีบช้ำ แต่บัวก็ยังยิ้มอย่างเป็นสุข

 บัวน้อยถูกชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งมาซื้อไปพร้อมเพื่อนๆอีกกว่า ๓๐ ดอก พวกเขาดีใจเป็นหนักหนา ในที่สุดก็ได้เดินทาง ออกมาจากตลาดอันมากด้วยเสียงจอแจ ธรรมชาติของบัวชอบสงบ ชอบอยู่อย่างเงียบๆ เติบโต ต่อสู้ ตูม และผลิบาน
 ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างสงบ แต่เกียรติคุณของบัวกลับสูงเด่น ใครล่ะหนอทำประชาสัมพันธ์ให้พวกเขา

 ความงามอันสงบนั่นเอง คือเสน่ห์อันยั่งยืนของดอกบัว

 ที่งานบวช  ณที่ใดที่หนึ่ง หนุ่มสาวนับสิบหัวร่อต่อกระซิบกันอย่างสนุกสนาน พวกเขาช่วยกันจัดแต่งบัวแต่ละดอกด้วยหัวใจปีติเบิกบาน บ้างพับกลีบ บ้างคัดเลือกเด็ดกลีบช้ำออกทิ้งไป บ้างหยิบขึ้นมาชม ใครพับกลีบไม่สวยก็แต่งให้ใหม่ บ้างนำบัวที่พับแล้ว ไปมัดรวมกับธูปหอมและเทียนงาม บัวหนึ่งดอก ธูปหอมสองดอก เทียนสองเล่ม ถูกมัดไว้รวมกัน อึดอัดหน่อย แต่บัวน้อยก็ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ได้เห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของความสุขและความดีงามอีกมากมายในหัวใจผู้คนที่จะมาร่วมงานบุญบรรพชาวันนี้

 งานบวชนี้มีแขกเหรื่อมาร่วมนับร้อย บัวน้อยดอกหนึ่งโชคดี ถูกเจ้านาคเลือกไปประกบด้วยมือทั้งสองแล้วเดินประทักษิณเวียนรอบพระอุโบสถ เพื่อนบัวกว่าสามสิบดอกล้วนอยู่ในมือของผู้ร่วมขบวนที่เดินตามกันมาอย่างสงบ งามอิ่มบุญ พวกเขาเดินเวียนรอบพระอุโบสถครบสามรอบแล้วจึงส่งเจ้านาคเข้าสู่ท่ามกลางระหว่างสงฆ์

 สียงขานนาค พระคู่สวด พระอุปัชฌาย์อบรมพระใหม่ในท่ามกลางสงฆ์จบแล้ว ญาติสนิทมิตรสหายของพระใหม่หัวใจเต็มตื้นอิ่มบุญกันถ้วนหน้า พวกเขาช่วยกันประเคนจตุปัจจัยถวายพระ บัวทุกดอกยิ้มอย่างมีความสุขอีกครั้งที่พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของบุญบรรพชา บุญที่ถือกันว่ามีผลานิสงส์มหาศาล
 พระสงฆ์รับไทยธรรมและอนุโมทนาเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี ทุกคนแย้มยิ้ม มีความสุข หนุ่มสาวหลายคน ได้เรียนรู้ศิลปะการพับดอกบัว ให้สวยงามสำหรับบูชาพระ บางคนตั้งความปราถนาจะเป็นคนดีงามดั่งดอกบัว สีขาวบริสุทธิ์ ลอยเด่นอยู่เหนือน้ำแห่งความงมงายคืออวิชชา งามเงียบ ไม่เรียกร้องให้ใครมายอมรับ ไม่หวังเด่นดัง มุ่งแต่เด่นดี บนวิถีทางที่ตนได้เลือกสรรมาอย่างรอบคอบแล้ว ใครจะยอมรับหรือไม่ ก็ไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจ พึงพอใจในความสามารถของตนเองสอดคล้องกับความจริงเสมอ

 บัดนี้บัวแต่ละดอกก็ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์แล้ว นี่แหละคือคุณค่าของชีวิตเจ้าบัวน้อย แม้จะเป็นเวลาอันสั้น อย่างน้อยก็มีคุณค่ามากมายมหาศาล ก่อนที่มันจะถูกทิ้งลงไปในถังขยะ


 แล้วผู้อ่านลองถามตัวเองดู คุณใช้ชีวิตที่ผ่านมาของคุณอย่างมีคุณค่าแล้วหรือยัง ก่อนที่คุณจะถูกทิ้งลงไปในเชิงตะกอน
(เรียบเรียงจาก ธรรมะน้ำเอก ของ ว.วชิรเมธี)

January 13

แนะนำอาศรม

อาศรม ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาคือ อาศรม (สันสกฤต. อาศรฺม; บาลี. อสฺสม) น. ที่อยู่ของนักพรตต่างๆ.

 

ซึ่งในความหมายนี้ก็คือ ที่อยู่ของผู้ถือศีลเป็นกิจวัตร เพื่อข่มกายใจ เผากิเลสเหตุของทุกข์....

 

เอาละ มันเป็นวิชากงวิชาการไปตั้งสองบรรทัดแล้ว พูดกันตามประสาคนกันเองๆดีกว่า

 

มันก็คือ ที่ๆคนที่เค้าหาความสุขภายในอยู่กันนั่นแหละ

 

แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้น  ก็เพราะคนที่รักษาศีลดี ก็จะไม่ไปหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว และศีลพรต อย่างศีลแปดก็ยังกันไม่ให้ใจเศร้าหมองกับเรื่องนอกตัวด้วย ลองคิดดูวันๆเอาแต่กิน เอาแต่เที่ยวเล่น เอาแต่นอนกินบ้านกินเมือง การงานอาชีพไม่มีกิจจะลักษณะ คนพวกนี้ชีวิตไม่รุ่งโรจน์โชตนาการชัวร์

 

แต่อย่างว่าแหละนะ คนเราจะอยู่กับศีลพรตได้ยังไง ไม่นานก็คงเฉาตายไปแล้วล่ะมั้ง ไม่ออกไปดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม แถมทานน้อยมื้ออีก

 

ก้อมานมีวิธีที่จะได้ความสุขอย่างง่ายๆ ไงล่ะโยม

 

อันที่จริงคนที่รักษาศีลแปดในหลักพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องไม่ยุ่งแบบเด็ดขาดนะ มันไม่เหมือนของพราหมณ์ แบบนั้นอย่างเคร่งเครียดเลยล่ะ แค่รักษาใจไม่ให้เผลอสติหลุดออกนอกศีลไปก็พอ เราต้องเข้าใจว่า หลายๆสิ่งหลายๆอย่างในโลกใบนี้เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราต้องปรับตัว อย่างง่ายๆคือ

การทำสมาธิภาวนา

 

(ต่อไปนี้ต้องจริงจังหน่อย โม้เองไม่ได้ต้องอ้างอิงจากตำรา)

สมาธิ คือ ความสงบ สบาย และความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนากำหนดเอาไว้เป็นข้อควรปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตทุกวันอย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะ และปัญญา อันเป็นเรื่องไม่เหลือวิสัย ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ดังวิธีปฏิบัติที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้เมตตาสั่งสอนไว้ดังนี้

               ๑. กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการ เตรียมตัวเตรียมใจให้นุ่มนวลไว้ เป็นเบื้องต้น แล้วสมาทานศีล ๕ หรือ ศีล ๘ เพื่อย้ำความมั่นคงในคุณธรรมของตนเอง

               ๒. คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดี ที่ได้กระทำแล้ว ในวันนี้ ในอดีต และที่ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคต จนราวกับว่าร่างกายทั้งหมด ประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ

               ๓. นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือข้างขวา จรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากจนเกินไป ไม่ถึงกับเกร็ง แต่อย่าให้หลังโค้งงอ หลับตาพอสบายคล้ายกับกำลังพักผ่อน ไม่บีบ กล้ามเนื้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สึก ให้พร้อม ทั้งกายและใจว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง

               ๔. นึกกำหนดนิมิต เป็น "ดวงแก้วกลมใส" ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสบริสุทธิ์ ปราศจากรอยตำหนิใดๆ ขาวใส เย็นตาเย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใส นี้เรียกว่า บริกรรมนิมิต นึกสบายๆ นึกเหมือนดวงแก้วนั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ นึกไปภาวนาไป
อย่าง-นุ่มนวล เป็นพุทธานุสติว่า "สัมมา อะระหัง" หรือค่อยๆ น้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ตามแนวฐาน โดยเริ่มต้น ตั้งแต่ฐาน ที่ ๑ เป็นต้นไป น้อมนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆ กับคำภาวนา

พอนิมิตดวงแก้วกลมใสปรากฏขึ้นชัดแล้วในกลางกาย ให้วางอารมณ์ สบายๆ กับนิมิตนั้นราวกับว่านิมิตนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ ถ้ามันหายไป ก็ไม่ต้องไปเสียดาย ให้วางอารมณ์สบายใหม่อีกรอบหนึ่ง

ตามวิธีที่ว่ามาแล้วข้างต้น หรือถ้าหากมันไปปรากฏที่อื่น อย่าง ปลายจมูก หน้าอก หรือ ตรงหน้าผาก ก็น้อมนิมิตเข้ามาที่ศูนย์กลางกาย อย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องไปฝืนไปบังคับ และเมื่อนิมิตมาถึงศูนย์กลางกายให้วางสติลงไปกลางดวงนิมิต (ใส่ใจเฉพาะตรงดวง) รู้สึกคล้ายมีดาวดวงเล็กๆ อีกดวงหนึ่งซ้อนอยู่ตรงกลางดวงนิมิตดวงเดิม แล้วค่อยเปลี่ยนมาสนใจเฉพาะดวงใหม่ดวงเล็กๆตรงกลางนั้นไปเรื่อย ระหว่างนี้ ใจจะปรับตัวเองจนหยุดได้ถูกส่วนเกิดการตกศูนย์(รู้สึกคล้ายตกจากที่สูง) และดวงสว่างดวงใหม่ก็จะเกิด (มาเองไม่ใช่นึกเอา) เรียกว่า ดวงธรรม เป็นจุดเริ่มต้นแห้งความสุขที่แท้จริง และที่ยิ่งๆขึ้นไป

 

ข้อควรระวัง              
     ๑. อย่าใช้ กำลัง คือไม่ใช่กำลังใดๆ ทั้งสิ้น เช่น ไม่บีบกล้ามเนื้อตา เพื่อจะให้เห็น นิมิตเร็วๆ ไม่เกร็งแขน ไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ไม้เกร็งตัว ฯลฯ เพราะการใช้้กำลัง ตรงส่วนไหนของร่างกายก็ตาม จะทำให้จิตเคลื่อน จากศูนย์กลางกายไปสู่จุดนั้น
     ๒. อย่าอยากเห็น คือทำใจให้เป็นกลาง ประคองสติมิให้เผลอ จาก บริกรรมภาวนา และบริกรรมนิมิต ส่วนจะเห็นนิมิตเมื่อใดนั้น อย่ากังวล ถ้าถึงเวลาแล้วย่อมเห็นเอง การ บังเกิดของดวงนิมิตนั้น อุปมาเสมือนการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ เราไม่อาจจะเร่ง เวลาได้
     ๓. อย่ากังวลถึงการกำหนดลมหายใจเข้าออก เพราะการฝึกสมาธิเพื่อ ให้เข้าถึง ธรรมะภายในวิธีนี้ อาศัยการนึกถึง "อาโลกกสิณ" คือกสิณ ความสว่างเป็นบาท เบื้องต้น
     ๔. เมื่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้วให้ตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกายที่เดียว ไม่ว่า จะอยู่ใน อิริยาบถใด ก็ตาม เช่น ยืนก็ดี เดินก็ดี นอนก็ดี หรือนั่งก็ดี อย่าย้าย ฐานที่ตั้งจิตไปไว้ ที่อื่นเป็นอันขาด ให้ตั้งใจบริกรรมภาวนา พร้อมกับนึกถึง บริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วใส ควบคู่กันตลอดไป
     ๕. นิมิตต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะต้องน้อมไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายทั้งหมด ถ้านิมิต เกิดขึ้นแล้วหายไปก็ไม่ต้องตามหา ให้ภาวนาประคองใจต่อไปตามปกติ ในที่สุดเมื่อจิต สงบ นิมิตย่อมปรากฏขึ้นใหม่อีก

 

 การฝึกสมาธิเบื้องต้นเท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ย่อมเป็น ปัจจัยให้เกิดความสุขได้พอสมควร  เมื่อซักซ้อมปฏิบัติอยู่ เสมอๆไม่ทอดทิ้ง จนได้ดวงปฐมมรรคแล้ว ก็ให้หมั่นประคอง รักษาดวงปฐมมรรคนั้นไว้ตลอดชีวิต ดำรงตนอยู่ในศีลธรรม อันดี ย่อม เป็นหลักประกันได้ว่า ได้ที่พึ่งของชีวิตที่ถูกต้อง ดีงาม ที่จะส่ง ผลให้เป็นผู้มีความสุข ความเจริญ ทั้งในภพ ชาตินี้และภพชาติหน้า เด็กเคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เมตตาเด็ก ทุกคนมีความ รักใคร่ สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
      หากสามารถแนะนำต่อๆกันไปขยายไปยังเหล่ามนุษยชาติ อย่างไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ สันติสุขอันไพบูลย์ ที่์ทุกคนใฝ่ฝัน ก็ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

เรียบเรียงจากhttp://www.kalyanamitra.org/meditation/7base.html

ก็ลองๆเอาไปทำดูและถ้ามีผลการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไรก็เม้นตอบมาได้นะครับ